เหตุการณ์สำคัญของโลก

 
 
 
 
สงครามอ่าวเปอร์เซีย 1
Gulf War
 
- 1980 : Iraq vs Iran

 
สงครามระหว่างอิรัก กับ อิหร่าน หรือที่นิยมเรียกว่าสงครามอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf War) นั้นได้เริ่มขึ้น 22 กันยายน 1980  โดยมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งอยู่หลายประการดังนี้
 
- ดินแดนบริเวณ ชัต อัล-อาหรับ (Shatt Al-Arab)
      บริเวณนี้มีแม่น้ำไทกรีสและยูเฟรตีสไหลมาบรรจบกัน ถือได้ว่าเป็นดินแดนที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศนี้มาก ทำให้อิรักและอิหร่านต่างก็ต้องการยึดไว้เป็นของตน
 
 
 
 
- ปัญหาเรื่องเชื้อชาติ
        ชาวอิรักส่วนใหญ่มีเชื้อสายอาหรับ นับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่  แต่ชาวอิหร่านมีเชื้อสายเปอร์เซีย นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ เหตุที่มีความต่างกันของเชื้อชาติจึงเกิดการทะเลาะวิวาทกันอยู่เป็นประจำโดยเฉพาะในบริเวณพรมแดนของทั้ง 2 ประเทศ

- ปัญหาจังหวัดคูเซสถาน (Khuzestan)
       จังหวัดนี้เป็นจังหวัดชายแดนของอิหร่าน แต่อิรักต้องการเข้าครอบครองดินแดนนี้ เพราะจังหวัดนี้เป็นแหล่งน้ำมันที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง
 
- ความไม่พอใจของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ
       ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็น ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ ไม่พอใจนโยบายการนับถือศาสนาของผู้นำอิหร่าน อยาโตลลาห์ โคไมนี ที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ และโคไมนีก็มีความเกลียดชังผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่มากและมีความตั้งใจที่จะทำลายล้างให้หมดไป
 
 
 
 
 
ปฏิบัติการสงคราม
 
- 22 กันยายน 1980 อิรักจึงเข้าโจมตีจังหวัดคูเซสถานของอิหร่านทำให้เกิดการโต้ตอบกัน
สงครามในครั้งนี้ได้เกี่ยวข้องไปถึงสหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกอิหร่านกล่าวหาว่าได้ให้การสนับสนุนอิรัก
สงครามได้ยืดเยื้อมา จนกระทั้งสหประชาชาติและประเทศเป็นกลางอื่นๆพยายามที่จะให้ประเทศ
ทั้งสองได้เจรจายุติสงครามกัน เพราะทั้ง 2 ประเทศมีบทบาทสำคัญต่อการส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลก

- ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็น ได้ประกาศว่าจะยุติสงครามลงด้วยสันติวิธี แต่ทว่าการกระทำของอิรัก
กลับตรงข้าม คือ ทางฝ่ายอิหร่านแจ้งว่า ชาวเคิร์ดในอิหร่านถูกอิรักโจมตีด้วยอาวุธเคมี ทำให้ประชาชนต้องล้มตายไปไม่ต่ำกว่า 5,000 คน    และขณะเดียวกันทหารอิรักยังโจมตีรุกคืบหน้าเข้าไปในดินแดนของอิหร่านอยู่
 
- 18 กรกฎาคม 1989 รัฐบาลอิหร่านได้ประกาศยอมรับแผนการสันติภาพของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และอิรักก็ยอมรับในมตินี้ด้วย นับว่าเป็นการสิ้นสุดของสงคราม ซึ่งยืดเยื้อมากว่า 9 ปี ทำให้ทั้ง 2 ประเทศนี้ต้องสูญเสียชีวิตทหาร ราษฎร และทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมาก
 
 
 
 
 
ผลกระทบหลังสงคราม

- ภายหลัง สงครามอิรัก-อิหร่าน ซึ่งกินเวลาถึง 8 ปี ส่งผลให้อิรักบอบช้ำมากจากภาระบูรณะประเทศ อิรักต้องเป็นหนี้ต่างประเทศจำนวนประมาณ 80,000 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา (จากซาอุดิอาระเบียและคูเวต)  ทำให้ฐานะเศรษฐกิจของอิรักทรุดหนัก
   อิรักมีสินค้าออกหลักคือน้ำมัน ซึ่งมีปริมาณร้อยละ 99 ของมูลค่าสินค้าออกทั้งหมด อิรักจึงพยายามผลักดันให้องค์การโอเปก กำหนดโควตาการผลิตน้ำมันและกำหนดราคาน้ำมันเสียใหม่ให้อิรัก มีรายได้เพิ่มขึ้น

- ซัดดัม ฮุสเซ็น หาเหตุไม่คืนเงินให้ซาอุฯ อ้างเหตุว่าการทำสงครามอิหร่าน ช่วยยับยั้งไม่ให้อิหร่านขยายอิทธิพลไปที่ซาอุดิอาระเบีย (ซาอุฯ กับอิหร่าน ไม่ถูกกัน) และ  อิรัก และกลุ่มประเทศอาหรับ ไม่พอใจอิสราเอล  ซึ่ง สหรัฐฯ ก็หนุนหลังอิสราเอลอยู่
 
-  เนื่องจาก 8 ปีที่อิรักทำสงคราม อิรักกล่าวหาว่าคูเวต ได้ขยายพรมแดนล่วงล้ำเข้ามาทางใต้ของอิรัก 4 กิโลเมตร เพื่อตั้งค่ายทหารและตั้งสถานี ขุดเจาะน้ำมันเป็นการขโมยน้ำมันของอิรัก
 
อิรักอ้างว่า การทำสงครามกับอิหร่าน เป็นการรบในนามชาติอาหรับและเพื่อความมั่นคงของ
ชาติอาหรับทั้งมวล จึงสมควรที่คูเวตต้องช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการทำสงคราม
 
   ข้อเรียกร้องที่รุนแรงของอิรัก คือ ให้คูเวตคืนดินแดน ที่รุกล้ำเข้ามา คือ เขต Rumailah oilfield ซึ่งมีน้ำมันอุดมสมบูรณ์ และขอเช่าเกาะบูมิยัน กับเกาะวาร์บาห์ ในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อให้อิรัก ขายน้ำมันผ่านอ่าวเปอร์เซียโดยตรง โดยมิต้องขายน้ำมันทางท่อส่งน้ำมันผ่าน ซาอุดิอารเบียและตุรกี เช่นเดิม
 
 
 
....จึงเป็นสาเหตุของสงครามอ่าว ครั้งที่ 2
 
 
****************************************************
 
 
สงครามอ่าวเปอร์เซีย 2
Gulf War
 
- 1990 : Iraq vs United State of America  ( UN.)
 
 
 
 
   สงครามอ่าว (Gulf War) เป็นความขัดแย้งระหว่าง ประเทศอิรัก และกองกำลังผสม จาก 34 ชาติใต้อาณัติของ สหประชาชาติ หรือ UN นำโดยประเทศสหรัฐอเมริกา

- 2 สิงหาคม 1990 จุดเริ่มต้นของสงครามอยู่ที่  การบุกรุกประเทศคูเวตของกองทัพอิรัก
   ทำให้    สหประชาชาติ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับ อิรัก ในทันที หลังจากการเจรจาด้านการทูตหลายครั้ง สหประชาชาติจึงมีมติให้ใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อขับไล่กองทัพ อิรักออกจากประเทศคูเวต เมื่อวันที่ 12 มกราคม 1991

    ภายใต้การนำของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็น ซึ่งทหารมากกว่า 1 ล้านคน มีประสบการณ์ร่วมทำสงครามกับอิหร่านมาแล้วและยังมีอาวุธที่ทันสมัยทั้งเครื่องบิน จรวด อาวุธเคมี และกำลังเริ่มต้นพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นอีก     
    สำหรับคูเวต เป็นประเทศเล็กๆตั้งอยู่ระหว่าง อิรักกับซาอุดีอาระเบีย ในอดีตคูเวตเป็นจังหวัดหนึ่งของอาณาจักรออตโตมันแต่ด้วยเหตุที่เป็นแหล่งน้ำมันอย่างมหาศาลทำให้ถูกตกอยู่ภายใต้การ  ปกครองของสหราชอาณาจักร ตั้งแต่ ค.ศ.1914 และ ได้รับเอกราชเมื่อปี ค.ศ.1961 
    อิรัก จึงเข้ายึดคูเวตได้อย่างง่ายดาย เป็นเวลานานกว่า 6 เดือน

 
สาเหตุที่อิรักเข้ายึดคูเวต
 
สาเหตุหลายประการได้แก่

1. แรงกดดันจากหนี้สงครามอิรัก-อิหร่าน        อิรักจึงต้องการคุมแหล่งน้ำมันของโลกคือ
คูเวต เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการผลิตน้ำมันและการกำหนดราคาน้ำมัน

2.อิรักและคูเวตมีกรณีพิพาทดินแดน Rumailah Oilfield แหล่งน้ำมันที่สำคัญมาเป็นเวลานานและหาข้อยุติไม่ได้ อิรักจึงถือโอกาสยึดครองคูเวตด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์

3.อิรักไม่มีทางออกทะเลหรือทางอ่าวเปอร์เซีย เพราะมีเกาะบูมิยันและเกาะวาห์บาห์ของคูเวตขวางทางอยู่
อิรักจึงมิอาจขายน้ำมันโดยตรงแก่เรือผู้ซื้อได้ ทั้งอิรักยังตกลงกับอิหร่านเรื่องการใช้เมืองท่าบัสราผ่านร่องน้ำซัตต์-อัล-อาหรับ ไม่ได้

 
การปฏิบัติการรบ
 
     12 มกราคม 1991 หลังจากปฏิบัติการทั้งทางอากาศและภาคพื้นดินช่วงเดือนกุมภาพันธ์  1991 ชัยชนะเป็นของกองกำลังผสม
 
     27 กุมภาพันธ์ 1991    ตั้งแต่  2 สิงหาคม 1990  อันเป็นวันที่อิรักบุกเข้ายึดคูเวตเป็นต้นมาคณะมนตรีความมั่นคงได้ประกาศให้ทุกชาติคว่ำบาตรรัฐบาลอิรัก และดำเนินการเคลื่อนไหวทางการฑูตเพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม กำหนดให้  15 มกราคม 1991 เป็นเส้นตายที่อิรักจะปฏิบัติตามมติ   ของคณะมนตรีความมั่นคงอิรักไม่ยอมทำตามมติดังกล่าว
 
 
    16 มกราคม  1991   กองกำลังนานาชาติจึงเริ่มโจมตีทางอากาศและตามติดด้วยการรบภาคพื้นดิน
    24 กุมภาพันธ์ 1991 ปฏิบัติการอันเป็นที่รู้จักกันในนาม "พายุทะเลทราย" (Desert Storm) ครั้งนี้มี
กองทัพจากประธานาธิบดีจอร์จ บุช แห่งสหรัฐอเมริกา และ  ประเทศต่างๆเข้าร่วมรบโดยการอนุมัติของคณะมนตรีความมั่นคง     และอยู่ภายใต้การบัญชาการของสหรัฐอเมริกา 
 
 
    27 กุมภาพันธ์ 1991 ประธานาธิบดีจอร์จ บุช แห่งสหรัฐอเมริกาได้ประกาศหยุดยิงและประกาศความเป็นอิสรภาพของคูเวต  อิรักถอนทหารออกจากคูเวต 
 
    คณะผู้สังเกตการณ์  สหประชาชาติกรณีอิรัก-คูเวต   เริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่เมษายน 1991 มีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่นานาชาติเข้าควบคุมบริเวณแนวเส้นหยุดยิงและตรวจสอบกำลังอาวุธที่อิรักมีไว้ในครอบครอง
 
 
 
 
ปฏิกริยาของประเทศต่างๆ
 
    แยกเป็น 2 กลุ่ม คือ

    1.  สหประชาชาติ ชาติอภิมหาอำนาจ รวมถึงกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก เห็นตรงกันที่ต้องรักษาดุลอำนาจ
ในตะวันออกลาง คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีมติเป็นเอกฉันท์ประณามการรุกรานและ เรียกร้องให้อิรักถอนทหารออกจากคูเวตโดยไม่มีเงื่อนไข มติของคณะมนตรีความมั่นคงอันดับต่อมา คือ การประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแก่อิรักและคูเวต ยกเว้นอุปกรณ์ทางการแพทย์และอาหาร เพื่อเหตุผลด้านมนุษยธรรม แต่อิรักก็ไม่ได้ปฏิบัติตามมติของสหประชาชาติ

  2.  กลุ่มประเทศอาหรับด้วยกัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ
   2.1 อิยิปต์ ซีเรีย ซาอุดิอาระเบีย เรียกร้องให้อิรักถอนทหารออกจากคูเวต สนับสนุนการเข้ามาของกองกำลังพันธมิตรและถือว่าตนปฏิบัติตามมติของสหประชาชาติ

    2.2  จอร์แดน เยเมน ตูนีเซีย แอลจีเรีย และองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ กลุ่มนี้เรียกร้องให้ชาติอาหรับเจรจาหาทางแก้ปัญหากันเอง โดยไม่ต้องให้เป็นภาระขององค์การระดับโลก นอกจากนี้ยังมองว่าการปฏิบัติตามมติของสหประชาชาติเท่ากับเป็น การรังแกชาวอาหรับ ด้วยกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสหรัฐอเมริกาดำเนินการต่างๆ เพื่อเรียกร้องนานาชาติกดดันให้อิรักถอนทหารออกจากคูเวต
    ภาพของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน กลายเป็นวีรบุรุษชาวอาหรับที่กล้าท้าทายโลกตะวันตก สาเหตุที่สหรัฐอเมริกามีปฏิกิริยาอย่างรุนแรงนั้น เพราะอิรักทำลายผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาในตะวันออกกลาง และแสนยานุภาพของอิรักอาจเป็นอันตรายต่อ อิสราเอลพันธมิตรที่ดีของสหรัฐอเมริกาในอนาคตอีก
 

 
 
ปัญหาจาก อันสคอม
 
 
    ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง สหประชาชาติกับอิรัก ได้เกิดขึ้นเป็นระยะๆ จนถึงปัจจุบัน อิรักจะขัดขวางการทำงานของ อันสคอม(เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอาวุธ) อยู่เสมอๆ เช่นกัน
 
    นอกจากนี้ในเดือนสิงหาคม 1992 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้จัดตั้งเขตห้ามบินทางตอนใต้ของอิรักและขยายมายังตอนเหนือเพิ่มขึ้นในเดือนกันยายน 1996 ภายหลังสหรัฐอเมริกาได้โจมตีทาง
ตอนใต้องอิรักอีก เพื่อเป็นการตอบโต้อิรักปราบปรามชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดอย่างรุนแรง

    ปี 1997 อิรักได้ขับไล่ชาวอเมริกันออกจากทีมงานอันสคอมโดยกล่าวหาว่า ชาวอเมริกาคนหนึ่งเป็นสายลับ ซึ่งสหรัฐอเมริกาปฏิบัติคำกล่าวหานี้ การเผชิญหน้าระหว่าง สหรัฐอเมริกาและอันสคอม กับอิรักได้ตึงเครียดมาตามลำดับ
 
 
      ปี 1998 เมื่ออิรักขัดขวางเจ้าหน้าที่อันสคอม ไม่ให้เข้าไปตรวจสอบอาวุธบริเวณทำเนียบประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน นายโคฟี อันนาม เลขาธิการสหประชาชาติเดินทางไปเจรจากับประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน เพื่อยุติการเผชิญหน้าระหว่างอิรักกับสหรัฐอเมริกา อิรักจึงยินยอมให้อันสคอมตรวจสอบอาวุธบริเวณทำเนียบประธานาธิบดี

    16 ธันวาคม 1998 เจ้าหน้าที่ของอันสคอมต้องเดินทางออกจากอิรักเพราะเกรงจะได้รับอันตรายจากอิรัก และเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ประธานาธิบดี บิล คลินตัน ได้ส่งกำลังทหารไปยังอ่าวเปอร์เซียร่วมกับกองกำลังทหารอังกฤษเพื่อยิงถล่มอิรักภายใต้ปฏิบัติการชื่อ   "ปฏิบัติการจิ้งจอกทะเลทราย" เป็นเวลา 4 วัน
 
     จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส รวมทั้งบรรดาชาติอาหรับอื่นๆ ต่างประณามการกระทำของสหรัฐ อเมริกาและอังกฤษ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ยุติการโจมตีอิรัก ส่วนสมาชิกนาโต ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ต่างสนับสนุนมาตรการแข็งกร้าวของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ

    ปัญหาอิรัก คือ ปัญหาที่ท้าทายบทบาทของสหประชาชาติ ในเวลาเดียวกันก็เป็นปัญหาภาพลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาที่ชี้นำและดำเนินการโดยพลการในนามสหประชาชาติ ถือเป็นการละเมิดกฏบัตรสหประชาชาติและหลักการของประชาคมโลก
 
   นายโคฟี อันนาม เลขาธิการยูเอ็น ขณะนั้น กล่าวแสดงความรู้สึกของเขาว่า
    "วันนี้เป็นวันที่น่าเศร้าของยูเอ็นและชาวโลก ผมได้ทำทุกสิ่งเท่าที่มีอำนาจหน้าที่สร้างความสงบตามปณิธานของยูเอ็น เพื่อระวังการใช้กำลัง สิ่งนี้ไม่ใช่ของง่าย เป็นกระบวนการเจ็บปวดไม่มีที่สิ้นสุด"



 
บทสรุป
 
      แม้สงครามอ่าวเปอร์เซีย  ยุติตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 1991 แล้วก็ตาม  แต่กระนั้น สหรัฐฯ ยังมีการทำสงครามเล็ก ๆ เกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน  จากความไม่ไว้วางใจชาติอาหรับเรื่องการครอบครองอาวุธเคมี
 
       ผลจากสงครามนี้  มาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติได้บีบคั้นเศรษฐกิจของอิรักมากขึ้นกว่าเดิม ประชาชนอดอยากขาดแคลนอาหารและยารักษาโรคจนมีสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมและต้องเผชิญ กับภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง
 
     ภาพพจน์ต่อสหรัฐสำหรับชาติอาหรับแล้ว ไม่ใช่ตำรวจโลก  แต่เป็นผู้ร้าย กระหายเลือด  รวมไปถึงบทบาทของสหรัฐอเมริกา ที่ยู่เบื้องหลังความขัดแย้งต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลางนี้ ล้วนทำให้ชาติอาหรับไม่พอใจ รวมไปถึงความเคียดแค้นชิงชังสหรัฐฯ นับวันเพิ่มมากขึ้น ๆ
 
    และมันได้สะสม เพาะบ่มจนสุกงอม เพื่อรอวันระเบิดออกมา  เพื่อจะประกาศให้โลกรู้ว่า
 
    "ข้า...เกลียดอเมริกา"
 
 
   
 
 
**********************************************************

 
 
 
เหตุการณ์ 9-11

 
หลายคนอาจจะเคยเห็นในภาพยนตร์  ในทีวี  แต่เหตุการณ์นี้คือ ของจริงในทศวรรษที่ 20 ไม่มีเหตุการณ์ใดที่สร้างความรู้สึกช็อคโลก ได้เท่ากับเหตุการณ์นี้
 
เราขอเรียกเหตุวินาศกรรมครั้งนี้ว่า  9-11 (Nine One One)
 
 
11 กันยายน 2001
 
- 8.45 น. เครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 767 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 จากเมืองบอสตันสู่นครลอสแอนเจลิส  พุ่งเข้าชนยอดตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1 (World  Trade  Center  I) ในมหานครนิวยอร์ก ตอนแรกประชาชนและผู้เห็นเหตุการณ์คาดคะเนว่า เป็นอุบัติเหตุจากการผิดพลาดในการบังคับควบคุมเครื่องบิน

- 9.06 น. เครื่องบินโบอิ้ง 767 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์เที่ยวบินที่ 177  ได้พุ่งเข้าชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2 (World  Trade  Center  II) ที่เป็นอาคารที่สร้างคู่กับตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1 เกิดระเบิดสนั่นหวั่นไหว
 
 
 
- 9.40 น.  ที่กรุงวอชิงตัน ดี. ซี. เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา  เครื่องบินโบอิ้ง 757 สายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 77
 ได้พุ่งเข้าชนอาคารเพนตากอน (Pentagon) กระทรวง กลาโหม อาคารเกิดระเบิดและเพลิงไหม้อย่างรุนแรง
- ในเวลาไล่เลี่ยกันได้เกิดเหตุการณ์เครื่องบินตกในมลรัฐเพนซิลเวเนีย เครื่องบินที่ตก คือเครื่องบินสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 73 จากเมืองเนวาร์กไปเมืองซานฟรานซิสโก ถูกสกัดอากาศจี้ โดยคาดว่ามีการขัดขืน มิฉะนั้นเป้าหมายอาจเป็น “ทำเนียบขาว”


 
สหรัฐพุ่งเป้าผู้ก่อการร้ายในเหตุการณ์ครั้งนี้ไปที่นาย บิน ลา เดน และรัฐบาล ตาลีบัน ในอาฟกานิสถานซึ่ง
บิน ลา  เดน ใช้เป็นฐานที่มั่นของตน  รัฐบาลตาลีบันรีบออกมาปฏิเสธว่า บิน ลาเดน  นักต่อสู้เพื่อสิทธิอัน
ชอบธรรมของ มุสลิม ชาวซาอุดิอารเบีย ไม่ ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายในสหรัฐครั้งนี้
 

จอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจาก ประชาชน รวมทั้ง สภาบน และสภาล่าง
มอบอำนาจอันศักดิ์สิทธินี้แก่ จอร์จ w.บุช ที่จะกระทำการใด ๆ ก็ได้เพื่อที่จะล้างแค้นต่อเหตุการณ์
โศกนาฏกรรมสหรัฐในครั้งนี้
 
 
 
16 กันยายน 2001 จอร์จ w.บุช ก็ประกาศเร่งแผน  การโจมตี อัฟกานิสถาน

7 ตุลาคม 2001 อเมริกาก็เริ่มเปิดฉากโจมตี อาฟกานิสถาน โดยอ้างเหตุผล เพื่อตามล่าตัว
นาย โอซามา บิน ลาเดน มาลงโทษ

สงครามครั้งนี้นับเป็นสงคราม ท้าทายต่อสิ่งที่เรียกว่า การก่อการร้าย สิทธิมนุษยชน
และอำนาจนิยม ตลอดจนการทิ้งไว้ซึ่งความน่าสงสัย ศึกษาติดตามเป็นอย่างยิ่ง

 
ผลกระทบที่มีต่อสหรัฐอเมริกา
 
1) สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียชีวิตมนุษย์และทรัพย์สินจำนวนมาก 
จากการประเมินของสภากาชาดสหรัฐอเมริกามียอดผู้เสียชีวิต 2,563 คน ความเสียหายมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
2) เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เศรษฐกิจที่เริ่มชะลอมาตั้งแต่ก่อนหน้าเกิดวิกฤตการณ์ก็ประสบปัญหามากขึ้น
3) ขวัญกำลังใจของประชาชนชาวอเมริกันตกต่ำลงและเกิดแนวความคิดแบบชาตินิยมมขึ้นมาแทนที่  ดัง จะเห็นได้จากประชาชนชาว
อเมริกันต่างแสดงถึงความรักชาติของตนเองในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจุดเทียนรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ธงชาติสหรัฐอเมริกาถูก
ประชาชนซื้อจนหมด  หรือร้องเพลงแสดงความรักชาติ เป็นต้น
4) เหตุการณ์ ดังกล่าวทำให้นโยบายการปกครองในประเทศของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนแปลงไป จากเดิม โดยหันมาเน้นด้านความมั่นคง
เป็นหลัก แทนที่สิทธิเสรีภาพในระบบประชาธิปไตย
5) เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน ได้ถูกรัฐบาลสหรัฐอเมริกานำไปใช้ในการสร้างความชอบธรรมในการโต้กลุ่มก่อการ ร้ายด้วยความรุนแรง เช่น การทำสงครามยึดครองอัฟกานิสถานในปลาย ค.ศ. 2001 หรือการรุกรานและยึดครองอิรักในปัจจุบันเป็นต้น


ผลกระทบที่มีต่อสังคมโลก 

-เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง
ต่อสังคมโลก ทั้งก่อให้เกิดสงครามและการก่อการร้ายมากขึ้น

-สหรัฐอเมริกาได้ประกาศสงครามกับกลุ่มก่อการร้าย โดยระบุไปที่กลุ่มอัลกออิดะห์ หรือ
อัล เคด้าห์ และพร้อมจะทำลายกลุ่มองค์กร เหล่านี้ รวมทั้งรัฐบาลที่ให้แหล่งพักพิงและสนับสนุนการก่อการร้าย
โดยประธานาธิบดีบุช ได้ประกาศให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต้องตัดสินใจว่าประเทศเหล่านั้นจะอยู่ข้างสหรัฐอเมริกาหรืออยู่ข้าง ฝ่ายก่อการร้าย
 
 
-การประกาศดังกล่าวทำให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างระมัดระวัง ในการหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งทั้งจากสหรัฐอเมริกาและกลุ่มก่อการร้าย รวมถึงประชาชนภายในประเทศที่มีแนวโน้มขัดแย้งกับนโยบายของรัฐบาลที่ดำเนิน นโยบายเข้าข้างสหรัฐอเมริกา

********************************************************

 


 
 
**********************************************************
 

edit @ 16 Feb 2011 12:03:21 by Social' Captain

edit @ 6 Mar 2012 08:55:50 by Social' Captain

edit @ 29 Mar 2012 13:03:47 by Social' Captain

Comment

Comment:

Tweet