เหตุการณ์สำคัญของโลก

 
ระเบิดนิวเคลียร์

    สหรัฐ ประสบความสำเร็จในการทดลองระเบิดนิวเคลียร์เป็นชาติแรก เมื่อ ปี1945 และได้ทำการทดลองกับประเทศญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ประสบผลสำเร็จเกินคาด มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนับแสนคน

    จากนั้นมีการคิดค้น ระเบิดไฮโดรเจน (H-Bomb) ซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงกว่าปรมาณูหลายสิบเท่า  ประเทศมหาอำนาจอื่นต่างก็พยายามแข่งกันพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง

    จนกล่าวได้ว่า ปริมาณที่สะสมอาวุธเหล่านี้  หากนำมาใช้พร้อมกันแล้ว สามารถทำลายโลกได้หลายสิบรอบเลยทีเดียว
 
   
 
    โซเวียต หลังจากเข้าไปขยายอิทธิพลในยุโรปตะวันออก สามารถทดลองระเบิดนิวเคลียร์ได้สำเร็จในปี 1949 เช่นเดียวกับ อังกฤษ ในปี 1952  ฝรั่งเศส ในปี 1658  จีน ในปี 1964  และสิบปีต่อมา เป็นอินเดีย
    ปัจจุบัน เกือบทุกประเทศที่มีศักยภาพทางทหาร มีอาวุธนิวเคลียร์ครอบครองไว้ทั้งสิ้น  อิสราเอล แอฟริกาใต้ ปากีสถาน  เกาหลีเหนือ ฯลฯ

    จากเหตุผลดังกล่าว  ทำให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจ ในการเมืองของโลกขึ้น
    โซเวียต หันไปพัฒนาเรื่องเกี่ยวกับ อวกาศ และประสบความสำเร็จ โดยสามารถสร้างดาวเทียมดวงแรกของโลก “สปุตนิก” และนักบินอวกาศคนแรกของโลก “ยูริกา การิน”
    แต่กลับกลายเป็นว่า สหรัฐฯ สามารถส่งมนุษย์อวกาศ ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ เป็นชาติแรกของโลก

    นอกจากอาวุธนิวเคลียร์แล้ว หลายประเทศ ยังคิดค้นอาวุธชนิดอื่นอีกด้วย อาทิ แก๊สพิษ  ฝนเหลือง (อาวุธเคมี) ระเบิดนาปาล์ม อาวุธแบคทีเรีย (อาวุธชีวภาพ) อาวุธเชื้อไวรัส (อาวุธเชื้อโรค) เป็นต้น
   
 
 
ความพยายามในการลดอาวุธ

    จากสถานการณ์ความตึงเครียดดังกล่าว ทำให้สองชาติต้องหันหน้าเข้าหากัน เพื่อเจรจาลดข้อขัดแย้ง โดยการลดปริมาณอาวุธ
    สนธิสัญญาจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์ ฉบับที่ 1 (SALT I) และ (SALT II)     คือ ผลพวงที่ได้จากการเจรจาลดอาวุธ

   
 
    กระนั้นก็ดี  ในความเป็นจริง ทั้งสองชาติก็มิได้มีความจริงใจในการปฏิบัติตามสนธิสัญญาที่ให้ไว้ จะเห็นได้จากการพยายามติดตั้งขีปนาวุธในประเทศที่เป็นเครือข่ายของตนเอง จึงทำให้มีความหวาดระแวง ซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลา
    กระทั่ง โซเวียตมีการเปลี่ยนผู้นำเป็น มิคาอิล กอร์บาชอฟ (1985-1991) ซึ่งมีนโยบายเปิดเสรีภาพในประเทศ จึงทำให้สถานการณ์ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
 
 
นั่นคือ การบรรลุข้อตกลงเรื่องการเจรจาลดอาวุธ ระหว่าง โซเวียต กับสหรัฐอเมริกา
 
*********************************************************************
 
 
 
 
จีน กับการเปลี่ยนแปลงประเทศ

   
    จีน หลังจากสิ้นสุดระบบฮ่องเต้แล้ว ได้ผ่านการปกครองประเทศมาถึงระบบคอมมิวนิสต์ ซึ่ง  เหมาเจ๋อตุง เป็นผู้ก่อตั้งพรรค จนมาถึงสมัย เติ้งเสี่ยวผิง
 
 
   เติ้ง ซึ่งเป็นผู้นำหัวคิดทันสมัย มองเห็นว่า การเป็นสังคมนิยมแบบสุดขั้วไม่สามารถนำพาจีนไปสู่การพัฒนาประเทศได้ ต้องมีการเปิดประเทศ เพื่อรับเอาวิทยการต่าง ๆ เข้ามาปรับเปลี่ยนใช้
   นั้นคือที่มาของ นโยบายสี่ทันสมัย  อันได้แก่  การเกษตร  อุตสาหกรรม  วิทยาศาสตร์ฯ และการทหาร    ปี 1976 เติ้ง มีอำนาจเบ็ดเสร็จ และได้เริ่มนโยบายในปี 1978  ดังนี้
 
    การเกษตร
    แต่เดิม  ใช้ระบบนารวม หรือระบบคอมมูน  ผลผลิตและรายได้ ต้องนำเข้าสู่รัฐบาลกลาง
    เปลี่ยนเป็น  ผลผลิตที่ได้ส่วนหนึ่งส่งให้รัฐ  แต่ถ้าผลิตได้เกิน เกษตรกรสามารถนำไปขายได้
    การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทำให้เกิดความคิดใหม่ในสังคม ใครทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย  เกษตรกรเริ่มวางแผนการผลิตเป็น  ทำงานเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน  เกิดแรงจูงใจ ทำให้ผลิตผลเพิ่มขึ้น
   
    อุตสาหกรรม

    แต่เดิม จีนมีแต่การทำอุตสาหกรรมหนัก  ทำให้เกิดการขาดแคลนทรัพยากร และปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ    เติ้ง เปลี่ยนเป็น 
-    การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อการส่งออก
-    การเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน แลกกับการยกเว้นภาษี  อำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ ไม่เข้าแทรกแซงกิจการ  ปรับปรุงระบบภายใน ฯลฯ
-    พัฒนาเมืองต่าง ๆ  ให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เขตเมืองเปิด โดยเฉพาะเมืองชายฝั่งทะเล
-    เปิดให้เอกชนประมูลงานก่อสร้าง  กระจายอำนาจให้แก่วิสาหกิจฯ
-    ระบบราคา ให้เป็นไปตามจริงของอุปสงค์ อุปทานของตลาด ปฏิรูประบบธนาคาร

    การทหาร

    เดิม จีนมีกำลังทหาร กองทัพขนาดใหญ่ที่สุดของโลก แต่ขาดประสิทธิภาพ
    เติ้ง  ได้ปฏิรูปเกี่ยวกับการฝึกอบรม และพัฒนาอาวุธให้ทันสมัยขึ้น

    วิทยาศาตร์และเทคโนโลยี่

    เดิม แทบจะไม่ให้ความสำคัญในเรื่องวิทยาศาสตร์เลย
    เติ้ง จัดให้มี  การจัดตั้งสถาบันวิจัย  มีคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ฯ  จัดประชุมด้านวิทยาศาสตร์  และนำวิทยา ศาสตร์เข้าไปจัดการกับตลาด ฯลฯ
 
 
 
 
 
    เหล่านี้ ทำให้จีนกลายเป็นประเทศสังคมนิยม+ทุนนิยม และเป็นมหาอำนาจทางการผลิต มีการขยายตัวและเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

    เมื่อสังคมจึนถูกเปลี่ยนแปลงไป  ทำให้เกิดผลกระทบต่าง ๆ ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
   
 
 
 
ผลจากการเปลี่ยนแปลงประเทศ  มีดังนี้

1.    การกระจายรายได้ไม่เป็นธรรม ระหว่างเขตเมือง(ชายทะเล) กับชนบท (ด้านใน) เกิดการอพยพ
2.    ปัญหาสังคม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระบอบทุนนิยม  มีทั้งอาชญากรรม ยาเสพติด การเมืองฯ
3.    ปัญหาทุจริตของข้าราชการ
4.    ภาวะเงินเฟ้อ เนื่องมาจากการหมุนเวียนเงินลงทุนของต่างประเทศ ในระบบเศรษฐกิจ
 
 
 
********************************************************************
 
 
การล่มสลายของโซเวียต


    ก่อนหน้านี้ จักรวรรดิรัสเซีย เป็นระบอบกษัตริย์ ปกครองโดย ซาร์นิโคลัส ที่ 2
    ปี 1917 วลาดิมีร์ เลนิน ปฏิวัติการปกครองกลายเป็นระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์  ลัทธิมากซิสม์
    ปี 1945 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2  โซเวียตในฐานะผู้ชนะสงคราม  กลายเป็นประเทศมหาอำนาจ Super Power ได้ขยายตัวเข้าไปในยุโรปตะวันออก และปรับเปลี่ยนระบอบการปกครองให้เป็นคอมมิวนิสต์  รวมถึงประเทศในภูมิภาคอื่นทั่วโลก
 
 
    ทำให้เกิดความตึงเครียด และภาวะสงครามเย็น ระหว่างโซเวียต กับสหรัฐอเมริกา

    ปัจจัยสำคัญของการล่มสลาย
 
    1. นโยบาย “กลาสนอสต์ – เปเรสตรอยกา” ซึ่งสาระสำคัญคือ การปฏิรูปประเทศให้เป็นไปเสรีประชาธิปไตย 
 ทำให้อำนาจพรรคคอมมิวนิสต์ลดลง  มีผลให้เกิดความขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยม (กองทัพ) และฝ่ายเสรีนิยม
    2.  สาธารณรัฐต่าง ๆ พยายามแยกตัวเป็นอิสระ  ผลจากการที่เยอรมัน ทลายกำแพงเบอร์ลิน ปี 1989
    3. การเปลี่ยนแปลงในยุโรปตะวันออก
    4. การรัฐประหาร ปี 1991 สมัยมิคาอิล กอร์บาชอพ  แต่การยึดอำนาจล้มเหลว ...บอริส เยลซิน  ประธานาธิบดีสหพันธ์รัฐรัสเชีย เข้าเจรจากับทหาร  พร้อมกับเร่งการก่อตั้งเครือรัฐเอกราช
    ต่อมา กอร์บาชอฟ ลาออก จึงทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลายอย่างเป็นทางการ
 
บอริส เยลซิน ผู้นำรัสเซียเข้าควบคุมสถานการณ์ 1991
 
 
    15 รัฐ ที่แยกออกมาเป็นประเทศดังนี้
 
    1. รัสเซีย         2. เอสโตเนีย   3. ลัตเวีย           4. ลิทัวเนีย        5. เบลารุส
    6. เคอร์กิเชีย    7. มอลโดวา    8. ทาจิกิสถาน    9. เติร์กเมเนีย    10. ยูเครน
    11. จอร์เจีย    12. อาเซอร์ไบจัน    13. อาร์เมเนีย    14. คาซัคสถาน    15. อุซเบกิสถาน

 

*********************************************************

edit @ 11 Feb 2011 10:09:49 by Social' Captain

edit @ 13 Feb 2011 12:00:43 by Social' Captain

edit @ 6 Mar 2012 08:56:15 by Social' Captain

edit @ 29 Mar 2012 13:03:14 by Social' Captain

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet